สมเด็จโต

ตำนาน สมเด็จโต​ กับ​ แม่นาค​ พระโขนง

สมเด็จโต เรื่องราวอันเป็นตำนานที่เล่าขานกันมายาวนาน​

แม่นากพระโขนง หรือในหนังสือบางเล่ม เรียกว่า “แม่นาค” เช่นเดียวกับวัดซึ่งเป็นชื่อต้นตำนานของ “แม่นาค” คือวัดมหาบุศย์ บ้างเขียนและเรียกกันว่า “วัดมาหาบุตร”

สมเด็จโต

สมเด็จโต

อันเป็นวัดที่ฝังศพของแม่นากที่เสียชีวิตพร้อมกับลูกในท้องว่ากันว่าเหตุที่เรียกว่า“วัดมาหาบุตร”เพราะเหตุมีคนมาตามหาบุตรแถววัดแห่งนี้

จึงเรียกกันว่าวัดมาหาบุตร“ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม 2” พมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2526 ให้ข้อมูลประวัติตามเป็นมาของวัดมหาบุศย์ว่า

“วัดมหาบุศย์สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2305 สมัยอยุธยาตอนปลาย โดยมีพระมหาบุศย์เปรียญธรรม 5 ประโยค อยู่วัดเลียบ (วัดราชบูรณะ)

ได้มาเยี่ยมญาติโยมของท่านในคลองพระโขนง ครั้นแล้วชาวบ้านได้นิมนต์ให้อยู่นำสร้างวัดขึ้น แล้วเรียกขานนามวัดว่า “วัดมหาบุศย์” ตามนามของท่านผู้นำในการสร้างวัด

วัดนี้มีฐานะเป็นวัดชนิดสำนักสงฆ์อยู่หลายปี จนกระทั่งประมาณปี พ.ศ.2455 ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะหลายอย่าง พร้อมนี้ก็ได้สร้างอุโบสถขึ้นด้วย

และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ.2459 เขตวิสุงคามสีมากว้าง 2 เส้น ยาว 2 เส้น 7 วา

วัดมหาบุศย์ประชาชนนิยมเรียกอีกนามหนึ่งว่า “วัดแม่นากพระโขนง” ในฐานะที่วรรณกรรมเรื่องแม่นาคพระโขนง ซึ่งประชาชนรู้จักกันดีมีส่วนเกี่ยวพันกับวัดนี้”

เหตุที่นางนากมาเกี่ยวเนื่องกับ สมเด็จโต พระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)นั้น มหาอำมาตย์ตรี พระยาทิพโกษา (สอน โลหะนันทน์) กล่าวไว้ในหนังสือ ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)” ว่า

ครั้งเมื่อนางนาคบ้านพระโขนง เขาตายทั้งกลม ปีศาจของนางนากกำเริบเขาลือกันต่อมาว่า ปีศาจนางนากมาเป็นรูปคนช่วยผัววิดน้ำเข้านาได้ จนทำให้ชายผู้ผัวมีเมียใหม่ไม่ได้ ปีศาจนางนากเที่ยวรังควานหลอกหลอนจนคนเดินเรือคลองพระโขนงไม่ได้”

ตั้งแต่เวลาเย็นตะวันรอนๆ ลงไป ต้องแลเห็นปีศาจนางนาคเดินห่มสีบ้าง โหนตัวบนต้นโพธิ์ต้นไทรบ้าง พระสงฆ์ในวัดพระโขนงมันก็ล้อเล่น จนกลางคืนพระภิกษุสามเณรต้องนอนรวมกัน

ถ้าปลีกไปนอนอยู่รูปเดียวเป็นต้องถูกปีศาจนางนากรบกวน จนเสียงกร๊อกแกร๊กอื่นๆ ก็เหมาว่าเป็นปีศาจนางนากไปหมด จนชั้นนักเลงเที่ยวกลางคืนก็ต้องหยุดเซาลงเพราะกลัวปีศาจนางนาค

พวกหมอผีไปทำเป็นผู้วิเศษตั้งพิธีผูกมัดเรียกภูตมัน มันก็เข้ามานั่งแลบลิ้นเหลือกตาเอาเจ้าหมอต้องเจ๊งมนมาหลายคน จนพวกแย่งชิงล้วงลักปลอมเป็นนางนากหลอกลวงเจ้าของบ้าน

เจ้าของบ้านกลัวนางนากเลยมุดเข้ามุ้ง ขโมยเก็บเอาของไปสบาย ค่ำลงก็ต้องล้อมต้องนั่งกองกันยังรุ่งก็มี

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ท่านรู้เหตุปีศาจนางนากกำเริบเหลือมือหมอ ท่านจึงลงเรือไปค้างที่วัดมหาบุศย์ในคลองพระโขนง พอค่ำท่านก็ไปนั่งอยู่ปากหลุม แล้วท่านเรียกปีศาจนางนาค

ขึ้นมาสนทนากัน ฝ่ายปีศาจนางนาคก็ขึ้นมาพูดจาตกลงกันอย่างไรไม่ทราบ ลงผลท้ายที่สุดท่านได้เจาะเอากระดูกหน้าผากนางนาคที่เขาฝังไว้มาได้ แล้วท่านนั่งขัดเกลาจนเป็นมัน

ท่านนำขึ้นมาวัดระฆัง ท่านลงยันต์เป็นอักษรไว้ตลอด เจาะเป็นปั้นเหน่งคาดเอว ไปไหนท่านก็เอาติดเอวไปด้วย ปีศาจในพระโขนงก็หายกำเริบซาลง

เมื่อสมเด็จพระพุทธโฆจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ) ยังเป็นสามเณรอยู่ในกุฏิสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) นางนาคได้ออกมารบกวน ม.ร.ว.เณร ม.ร.ว.เณร ก็ร้องฟ้องสมเด็จฯ ว่าสีกามากวนเขาเจ้าข้า

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ท่านร้องว่านางนากเอ๊ย อย่ารบกวนคุณเณร ปีศาจนั้นก็สงบไป นานๆ จึงออกมารบกวน

ครั้งท่านชรามากแล้ว ท่านจึงปั้นเหน่งกระดูกหน้าผากนางนากประทานไว้กับหม่อมเจ้าพระพุทธบาทปิลันทน์ มอบหม่อมราชวงศ์เจริญให้ไปอยู่กับเจ้าพระพุทธบาทปิลันทน์ด้วย

นานๆนางนากออกมาหยอกเย้าหม่อมราชวงศ์เจริญ หม่อมราชวงศ์สามเณรเจริญต้องฟ้องหม่อมเจ้าพระพุทธบาทฯ ต้องทรงกริ้วนางนาคว่า เป็นผู้หญิงยิงเรืออย่ามารบกวน คุณเณรจะดูหนังสือหนังหา

มหาอำมาตย์ตรี พระยาทิพโกษา (สอน โลหะนันทน์) กล่าวไว้ตอนท้ายเรื่องว่า เรื่องนี้สำหรับเจ้านายหม่อมราชวงศ์วังหลังเล่าให้ฟัง

ในส่วนของกระดูกหน้าผากแม่นากนี้ มหาอำมาตย์ตรี พระยาทิพโกษา (สอน โละนันทน์) ได้กล่าวว่า

“กระดูกหน้าผากนางนากพระโขนงนั้น ตกอยู่กับเจ้าพระพุทธบาทปิลันทน์ ซึ่งได้เลื่อนขึ้นเป็นพระธรรมเจดีย์ ได้เป็นเสด็จอุปัชฌาย์ของผู้เรียบเรียงประวัติเรื่องนี้ (คือมหาอำมาตย์ตรี พระยาทิพโกษา (สอน โลหะนันทน์ -ผู้เขียน) ภายหลังเลื่อนขึ้นเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ม.จ.ทัศ) ไปครองวัดวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามพระนคร จึงได้มอบปั้นเหน่งกระดูกหน้าผากนางนากพระโขนง

ให้กรรมสิทธิ์ไว้แก่พระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ) เจ้าอาวาสวัดระฆัง แต่ครั้งยังดำรงตำแหน่งพระพิมลธรรมนั้น (ได้ยินแว่วๆ ว่าปั้นเหน่งนั้นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ได้ถวาย ฯลฯ แล้ว)”

ตรงท้ายข้อความนี้แหละที่บ่งว่ากระดูกหน้าผากนางนาคนั้น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกุร) ได้ถวายให้แก่ผู้อื่นไปแล้วมหาอำมาตย์ตรี พระยาทิพโกษา (สอน โลหะนันทน์)

เรียบเรียง “ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)” ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2473 ยังไม่ทราบว่ากระดูกหน้าผากนางนากตกอยู่กับผู้ใด

แต่ต่อมามีความเชื่อกันว่า กระดูกหน้าผากนางนาคนั้นได้ตกมาอยู่กับพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ หรือเสด็จเตี่ย ของเหล่าทหารเรือ โดยกล่าวว่ากันว่าพระองค์ทรงได้รับมอบมาจากพระครูประศาสนสิกขกิจ (พริ้ง อินทฺโชติ) วัดบางปะกอก กรุงเทพมหานคร

ม.ร.ว.อภิเดช อาภากร เขียนบทความ “ที่มา-ที่ไปของกระดูกหน้าผากนางนากพระโขนง” ในนิตยสารพระเครื่องกรุงสยาม ฉบับที่ 38 กล่าวถึงกระดูกหน้าผากนางนากว่า

“หากประวัติในเรื่องที่บันทึกไว้เป็นเรื่องจริง เสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ ทรงน่าจะได้กะโหลกแม่นากมาจากสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ) และคงได้มาในราวช่วงระหว่าง พ.ศ. 2443-2453 เพราะช่วงนั้น เสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ ทรงทำงานที่กรมทหารเรือ และทรงเป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนนายเรือ ในบริเวณพระราชวังเดิม

ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากวัดระฆังโฆสิตารามเท่าใดนัก ทหารเรือกับวัดระฆังฯมีความผูกพันกันมากตลอดมา แม้แต่ที่ท่าเรือของวัดระฆังทุกวันนี้ก็ยังคงมีรูปปั้นจ่าทหารเรือ 2 นาย ยืนเฝ้ายามอยู่ที่ท่าน้ำ นอกจากนี้ผู้เขียนยังเคยอ่านพบอีกว่า นักเรียนนายเรือในสมัยนั้นบางนายสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ) เป็นผุ้ฝากให้เข้าเรียนนายเรือ อนึ่งมีผู้เล่าว่า

ปัจจุบันที่วัดระฆังโฆสิตารามก็ยังมีกระถางธูปโลหะขนาดใหญ่ปรากฏคำจารึกเกี่ยวกับงานพระราชทานเพลิงพระศพเสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ ณ ท้องสนามหลวง เมื่อ พ.ศ. 2466 อีกด้วย

ด้วยเหตุที่ได้แสดงมา จึงน่าจะเชื่อได้ว่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ) คงจะมีความสัมพันธ์อันดีกับเสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ ทรงมีความสนพระทัยในศาสตร์ลี้ลับเหล่านี้อยู่แล้ว

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ) ก็อาจจะถวายแผ่นหน้าผากนางนากให้กับกรมหลวงชุมพรฯก็เป็นได้ ทั้งนี้เป็นข้อสันนิษฐานไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด”

ในบทความดังกล่าวยังกล่าวถึงกระดูกหน้าผากแม่นากเมื่อเสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ สิ้นพระชนม์แล้ว ว่าตกทอดไปอยู่ ณ ที่ใด

“ในปี พ.ศ. 2531 นั้นเอง ทางราชสกุลอาภากร ได้ดำริที่จะสร้างเหรียญกรมหลวงชุมพรฯขึ้นมา เพื่อนำรายได้จากการจำหน่ายเหรียญไปซ่อมแซมบูรณะ “วิหารน้อย” อันเป็นสถานที่บรรจุพระอัฐิ

เสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณวัดราชบพิตธสถิตมหาสีมารามที่ชำรุดทรุดโทรมไปมาก ในการจัดสร้างได้มีการประชุมสมาชิกในราชสกุลกันหลายครั้ง เพื่อปรึกษาหารือรายละเอียด

การออกแบบจัดสร้างและการจำหน่ายเหรียญ

การประชุมส่วนใหญ่จะประชุมที่บ้านของ ม.ร.ว.ทิพภากร วรวรรณ (อาภากร) ซึ่งเป็นธิดาของพลเรือเอกหม่อมเจ้าครรชิตพล อาภากร กับหม่อมเจ้าหญิงดวงทิพโชติ์แจ้งหล้า อาภากร (รพีพัฒน์)

ในโอกาสที่ได้มีการพบปะพูดคุยกัน ไม่ทราบว่าคุยกันไปคุยกันมายังไง จึงได้เกิดมาคุยเรื่องกระดูกหน้าผากนางนากพระโขนงเข้า ทางหม่อมเจ้าหญิงดวงทิพโชติ์ฯ แล ม.ร.ว.ทิพภากร (คุณหญิงหน่อย) ยืนยันว่ากระดูกหน้าผากนางนากนี้ได้เคยเก็บอยู่ที่วังของท่านเป็นเวลานาน

ต่อมาพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมพลทิฑัมพร (พระองค์ชายกลาง) ได้มาขอเพื่อทำพิธีกรรมหรือพิธีบวงสรวงเมื่อคราวสร้างภาพยนตร์เรื่อง “แม่นาคพระโขนง” จากนั้นก็ไม่ได้รับกลับคืนมาอีก กระดูกหน้าผากนางนากจึงไปตกอยู่ที่วังของพระองค์เจ้าเฉลิมพลทิฑัมพรอย่างแน่นอน”

แต่หนังสือ “ที่ระลึกพระราชพิธีเปิดพระอนุสาวรีย์ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ณ วิทยาลัยพณิชยพระนคร 19 ธันวาคม 2519 “ ในข้อเขียน ของวินัย ถาวรประเสริฐ กล่าวว่า

“เสด็จพ่อฯ มีแผ่นกระดูกหน้าผากแม่นากพระโขนงอยู่แผ่นหนึ่ง กว้างสักนิ้วครึ่ง ยาวประมาณสี่นิ้ว…เสด็จพ่อฯ เจาะรูทั้งสองข้างเอาเชือกผูก คาดเอวทุกครั้ง เวลาเสด็จไปไหนมาไหน ต่อมาขณะนั่งโต๊ะเสวยเช้า ตรัสกับหม่อมฯว่า “แม่นากเขาไปเกิดแล้ว” จากนั้นเสด็จพ่อฯก็เก็บ ไม่คาดเอวอย่างเคยอีกต่อไป แผ่นกะโหลกแม่นากนี้อยู่ที่นายเทียบ อุทัยเวช คนเก่าคนแก่คนหนึ่งของวังนางเลิ้ง”

ขอบคุณข้อมูลจาก : Google

สนับสนุนโดย : ข่าวกีฬา

ดูพุทธคุณแดนสยามเพิ่มเติม ที่นี่

สื่อที่เกี่ยวข้อง