บางเหี้ย

หลวงพ่อปาน วัดมงคลโคธาวาส (บางเหี้ย)

ในบรรดาเกจิอาจารย์ที่สำคัญของประเทศ หลวงพ่อปาน แห่งวัดคลองด่านนับ ว่ามีชื่อเสียงมิได้น้อยหน้ากว่าผู้ใด ความศักดิ์สิทธิ์ขององค์ท่านยังเล่าลือสืบเนื่องมาจนถึงยุคปัจจุบัน

หลวงพ่อปาน

หลวงพ่อปาน วัดมงคลโคธาวาส (บางเหี้ย) เมื่อสมัยก่อน ท่านได้ใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาลูกชาวนา ครั้นแตกพาน อายุเข้าสู่วัย ๑๕ ปี เริ่มมีจิต

อภินิหาร ตำนวนพระเกจิ

หลวง พ่อปาน ในเมื่อสมัยยังเยาว์วัย ท่านได้ใช้ชีวิตแบบลูกทุ่งชนบท ครั้นแตกพานบรรลุเข้าสู่วัย ๑๕ ปีปลาย เริ่มมีจิตปฎิพัทธ์ ผูกพันในเพศตรงข้ามตามปุถุชนวิสัย วันหนึ่งท่านได้ตกแต่งเนื้อตัวเสียหล่อเหลา ดั้นด้นไปจนถึงบ้านสาวรัก แต่พอล้างเท้าก้าวย่างขึ้นสู่บันไดบ้านเท่านั้นเกิดอัศจรรย์ขึ้น บันไดไม้ตะเคียนอันแข็งแรง พลันหลุดออกจากกัน ท่านต้องพลัดตกจากบันได ท่านคิดว่าเป็นลางสังหรณ์ว่าสิ้นวาสนาในทางนี้เสียแล้ว หลวง พ่อปาน จึงเดินทางกลับบ้านและครุ่นคิดตัดสินใจอยู่หลายวัน ผลที่สุดตัดใจใช้ชีวิตในพระบวรพุทธศาสนา

จากนั้นจึงกล่าวคำอำลาญาติโยม สะพายย่ามเดินทางจากบางเหี้ย สู่จุดหมายปลายทาง คือ วัดอรุณราชวราราม ธนบุรี นับได้ว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ในทางพรหมจรรย์อย่างยิ่งผู้หนึ่ง ได้ฝากตัวบรรพชาเป็นสามเณรเล่าเรียนอักขรสมัย พระบาลีมูลกัจจายน์ พร้อมทั้งปฏิบัติในด้านวิปัสสนาธุระ จวบจนอายุย่างเข้าเกณฑ์จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยพระคุณเจ้าพระศรีศากยมุนีเป็นองค์อุปัชฌาย์

อันอภินิหารของปรมาจารย์หลวงปู่แตงนั้นนับว่าไม่เบา เล่ากันสืบต่อมาว่า ครั้งหนึ่งมีนายคชบาลนำโขลงช้างมาจากจังหวัดสุรินทร์ เข้าอาศัยพักในวัดอ่างศิลาและนำโขลงช้างไปเลี้ยงโดยมิบอกเล่าเก้าสิบแก่ผู้ใด นอกจากนั้นยังอวดศักดาภินิหารโดยใช้ขวานถากเสาศาลามาใช้ทำฟืนหุงข้าวเสียอีกด้วย ในลักษณาการคือใช้ขวานถากหน้าแข้งเล่น แต่ดันไปถากเอาเสาศาลาจนปี้ป่น ทั้งยังปล่อยโขลงช้างให้เหยียบย่ำบริเวณไร่กล้วย ซึ่งใช้อาศัยเป็นภัตตาหารหล่อเลี้ยงพระภิกษุสามเณรในวัดยามอัตคัดขาดแคลน

ปรมาจารย์หลวงปู่แตง พิจารณาเห็นว่านายคชบาลผู้นี้ถึอดีว่ามีวิชาแก่กล้า ปราศจากสัมมาคารวะ ชอบแต่ข่มเหงผู้คนจนติดเป็นนิสัยสันดาน จำอาตมาต้องสั่งสอนให้ละพยศ คลายมิจฉาทิฏฐิลงบ้าง คิดแล้วท่านจึงนำกะลามะพร้าวใบเล็กๆ ใบหนึ่งมาครอบโขลงช้างไว้

ปรมาจารย์หลวงปู่แตงจึงเดินไปสู่ป่ากล้วย เปิดกะลามะพร้าวพลิกหงายขึ้น พบลูกหนูตัวเล็กๆ สี่ตัวคลานต้วมเตี้ยมออกมาด้วยอาการอิดโรยและแล้วมันพลันกลับกลายเป็นช้างสารตัวมหึมาถึงสี่เชือก ยังความศรัทธาและเกรงกลัวแก่นายคชบาลผู้นั้นเป็นอย่างยิ่ง และหลังจากการซ่อมเสาศาลาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็รีบเดินทางต่อไปโดยมิรีรอ

หลวงปู่ปานผจญปีศาจไพร

หัวหน้าคุมขบวนกองทัพธรรม จัดแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ ได้แก่พระอาจารย์ อาวุโส เช่น พระอาจารย์ทุ้ย หลวงปู่เรือน พระอาจารย์หลิม หลวงพ่อนก แม่ทัพชอบไปเดี่ยวทุกครั้ง บางครั้งไปเจอฝูงควาย ยืนเบิ่งชำเลืองค้อนท้าทายอยู่ฝูงใหญ่ตามลักษณะแห่งทรพี หัวหน้าคุมขบวนและคุ้มกันต้องถือเป็นหน้าที่ ใช้กระแสพลังจิตบังคับหรือขอทางให้มันหนีไป ถ้าเจอฝูงช้างป่า เสือ หมี ก็จะต้องไม่ให้มีอันตรายเกิดขึ้น ซึ่งแต่ละท่านนั้นไม่เบาเลย

วันหนึ่งหลวงปู่ปานบินเดี่ยวเข้าในดงพญาเย็น ท่ามกลางบรรยากาศอันมืดทมึน ได้เหลือบแลไปเห็นสิ่งประหลาดคล้ายตุ่มขนาดใหญ่เท่าควายสีดำ กลิ้งหลุนๆ  เข้ามาทำท่าจะชนท่าน หลวงปู่จึงภาวนาพระคาถาประจุขาดเป่าไป สิ่งประหลาดหายวับไปกับตา ผู้รับการถ่ายทอดเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า หลวงปู่บริกรรมว่า พุทธังปัจจะขามิ  ธรรมมังปัจจะขามิ สังฆังปัจจะขามิ คิหิทาเรถะ (อย่าเอาไปคัดพระเครื่องนะครับออก สะบั้นหมด ขออย่าทำร้ายกัน)

หลวงปู่ปานเผชิญยอดคน

ครั้งหนึ่งหลวงปู่ปานได้มูลไปถึงอำเภอศรีมหาโพธิ์ จังหวัดปราจีนบุรี ถึงวัดโพธิศรี เห็นหลวงตารูปหนึ่งกำลังนั่งขึงกลองเพลอยู่ ไม่มีใครช่วย ด้วยปฏิปทาอันดีงาม หลวงปู่ปานมิได้รอช้า ตรงเข้าช่วยเหลือทันที จนเสร็จภารกิจ ครั้นแล้วหลวงตาได้นิมนต์หลวงปู่ปานขึ้นกุฏิ ฉันน้ำร้อนน้ำชา ซึ่งสมบัติพระก็มีเพียงแค่นี้ ไม่ควรมีตู้เย็นสะสม เป๊บซึ่โคล่า เป็นการโลภเกินควร

ขณะที่คุยกันอย่างออกรส หลวงตาได้ลงไปหยิบดินเหนียว มาปั้นคลึงเป็นก้อนเล็กๆ สองก้อน แล้วเขวี้ยงออกไปนอกหน้าต่างกุฏิ ปรากฏเป็นเด็กหัวจุกขี่ม้าขาว ไล่จับนกเหยี่ยวในอากาศ หลวงปู่ปานหัวเราะชอบใจและลงจากกุฏิ บอกกับบริวารว่า พบคนดีเข้าให้แล้ว พลางเปลื้องสังฆาฏิออกจากไหล่ม้วนเป็นก้อนกลมแล้วขว้างลงยังพื้นดิน กลายเป็นกระต่ายป่าฝูงใหญ่วิ่งเพ่นพ่านในลานวัด

เด็กเล็กชอบใจพากันไล่จับ แต่จับไม่ได้แม้แต่ตัวเดียว ได้แต่ส่งเสียงเฮๆ ต่อมาหลวงปู่ออกมูลครั้งใดอดที่จะแวะไปเยี่ยมเยียนหลวงตารูปนั้นมิได้ และในที่สุดก็ช้กชวนให้มาสร้างวัดอยู่ใกล้ๆ กัน ชื่อว่าวัดน้อย หลวงตาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส มีชื่อว่าหลวงพ่อดำ เก่งไม่แพ้หลวงปู่ปาน แต่ไม่ยอมสร้างของ บางครั้งคุยไปคุยมา หลวงปู่ปานควักผ้าเช็ดหน้าม้วนปาไปเป็นกระต่าย  หลวงตาดำควักผ้าเช็ดหน้าขว้างเป็นแมวไล่กระต่าย ไล่เท่าไรก็ไม่ทัน

หลวงปู่ปานมีอารมณ์เยือกเย็นอยู่เสมอสมกับเป็นพระ คราวหนึ่งท่านสะพายย่ามออกจากวัด พบชายชราผู้หนึ่ง นั่งยองๆ ยกมือไหว้ บอกหลวงปู่ว่าเป็นฝีร้ายขึ้นที่แขน กำลังจะไปหาหลวงปู่ช่วยปัดเป่าอยู่พอดี หลวงปู่ก็บอกว่าไม่ได้เอามีดฝ่าฝีติดย่ามมา พลางล้วงลงในย่ามได้ซองธูปอ่อนหนึ่งซอง

ท่านสบัดทีเดียวแข็งตัวใช้แทนมีดได้ แล้วกรีดลงบนฝึร้าย ทำให้ฝีแตกหนองทะลัก ท่านเป่าพรวดเดียว บอกว่าหาย รุ่งขึ้นต่อมาก็หายจริงๆ

ปกติหลวงปู่ปานชอบสรงน้ำในลำคลอง ถ้ามีเด็กมาดูมากๆ ท่านจะมุดดำลง ไปในน้ำ อุ้มปลากะพงตัวใหญ่ขึ้นมาอุ้มเล่น ปลาก็ดิ้นรนไปมาสักพักท่านก็ปล่อยมันลงน้ำไป เรื่องนี้มีบ่อยครั้งและก็คงเป็นเช่น กระต่ายผ้าสบงของท่าน

ความเมตตาธรรมของหลวงปู่ปานเกิดเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นคราวหนึ่ง กล่าวคือ มีทหารเกณฑ์หลายคนหนีราชการทหารมาขออุปสมบทกับองค์ท่าน เนี่องด้วยเมตตาธรรมและ ไม่ขัดศรัทธาแก่ผู้บากหน้ามาหาที่พึ่ง หลวงปู่ได้จัดการให้ตามความประสงค์จนสำเร็จเรียบร้อย ต่อมาความได้รั่วไหล ทราบไปถึงทางการ

เมื่อญาติโยมพากันมาอ้อนวอนหนักเข้า ท่านก็พูดบ่ายเบี่ยงว่า เข้าไปไม่ได้ ไอ้ดำมันอยู่ ขืนเข้าไปไอ้ดำมันเอาตาย คำว่า “ไอ้ดำ” หมายถึงรูปหล่อแทนตัวท่านเอง ท่านถือว่ายังไม่ตาย เหตุไฉนจักต้องมีตัวแทน และจะอยู่ได้เพียงผู้เดียว หนึ่งไม่มีสอง ในที่สุดท่านกลับไปอยู่วัด ไม่นานก็ได้มรณภาพลงด้วยอาการอันสงบ

เมื่อเล่าประวัติของหลวงปู่ปานแลัวไม่ได้กล่าวถึงเรื่องเสือของท่าน รู้สึกว่าจะไม่เป็นการสมบูรณ์เท่าที่ควร ขึ้นชื่อว่าเขี้ยวเสือแกะแลัว เห็นจะไม่มีของพระคณาจารย์องค์ใดดีเด่น เสมอด้วยเขี้ยวเสือของหลวงปู่ปาน เล่ากันว่า เฉพาะที่ตำบลคลองด่านเองมีลูกศิษย์ซึ่งใช้ฝีมือแกะเขี้ยวเสือของหลวงปู่ถึง ๕ คนด้วยกัน แต่ละคนฝีมือแตกต่างกัน เขี้ยวเสือที่แกะมีขนาดไม่สู้ใหญ่โตนัก ส่วนมากปากเม้มหุบสนิท มืตั้งแต่ขนาดปลายนิ้วก้อยจนถึงขนาดโตกว่าหัวไม้ขีดไฟเล็กน้อย เรียกว่า เสือสาลิกา

เสือหลวงปู่ปานนั้นหาได้ทรงคุณในทางมหาอำนาจและคงกระพันเสมอไปไม่ ที่เป็นเสือใจดี เหมาะสำหรับการทำมาหากินก็มื ส่วนมากทำให้สำหรับกุลสตรี

นอกจากนั้นบรรดาผู้ที่เคารพนับถือในตัวหลวงปู่ตามต่างจังหวัด ก็ยังมีการแกะเขี้ยวเสือ รอโอกาสที่ท่านธุดงค์มาปักกลดหรือบางทีก็นำไปถึงวัดเพื่อให้ท่านลงให้

เสือหลวงปู่ปานทุกตัวจะไม่ปรากฏอักขระเลขยันต์ใดๆ ทั้งสิ้น ให้สังเกตที่ก้นเสือจะมีรอยวนด้วยเหล็กจาร มีลักษณะคมลึกหรือบางตัวอาจมีพิเศษที่ใต้คางเป็นตัว “อุ” แม้จะใช้ไปนานปี ก็ยังพอเห็นร่องรอยชัดเจน ปัจจุบันเขี้ยวเสือปลอมเกิดขึ้นมาก เพราะของจริงแม้เพียงจะหาดู

ก็รู้สึกว่าไม่ค่อยจะพบเห็นง่ายนัก เขี้ยวเสือปลอมจะถูกนำไปทอดด้วยน้ำมันผสมด้วยขมิ้น เพื่อจะให้แลเห็นเป็นเขี้ยวเก่า แต่ก็พิจารณาไม่ยากเพราะมีผิวกระด้างผิดกับของจริง และการวนก้นไม่ชัดเจนเหมือนของจริง เสือบางตัวถูกแช่ด้วยน้ำมันมานานปึจนออกสีน้ำตาลไหม้ กล่าวกันว่าหลวงปู่ปานท่านให้น้ำมันสำหรับเลี้ยงเสือ

หลวงพ่อสั่งให้หาหัวหมูบายศรีเตรียมไว้ แล้วกระซิบว่าเวลาตีสี่ให้ลุกขึ้นมาดู ก็ปรากฏเห็นหลวงพ่อเหลือกำลังบริกรรมปลุกเสกเขี้ยวเสือทั้งห้าตัวอยู่ เสือเริ่มไหวตัว ได้ยินท่านพูดว่า เจี๊ยะ เจี๊ยะ เจี๊ยะ ทันใดนั้น โหงวโฮ้วทั้งห้าพากันพุ่งตัวเข้าใส่หัวหมูจนศีรษะจมมิด ยังความปิติยินดีแก่พระภิกษุรูปนั้นอย่างยิ่งและเจ้าของเขื้ยวเสือนั้นได้เล่าให้ผมฟังเอง

หลวงพ่อทาบ วัดกระบกขึ้นผึ้ง อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง เคยทดลองเสกเขี้ยวเสือ ท่านให้แกะเขี้ยวเสือขึ้น ๙ ตัว มีจ่าฝูงตัวหนึ่ง ใหญ่กว่าหมู่ นำใส่ขวดโหล ปลุกเสก ปรากฏว่าตัวจ่าฝูงปีนขวดโหลออกมา และนำลูกฝูงวิ่งเข้าป่าหมด ท่านเรียกไม่กลับ เลยเลิกสร้าง เพราะไม่มีบารมีทางนี้

เมื่อหลวงปู่ปานไปธุดงค์รุกขมูล ณ ที่ใด ท่านจะพิจารณาด้วยฌานสมาบัติ หากเห็นว่าบังเกิดนิมิตในอนาคตังสญาณว่า สถานที่นั้นจะเป็นสถานที่สืบพระศาสนา ท่านจะฝังเสือไว้ตัวหนึ่งและต่อมาก็จะมีสาธุชนมาช่วยกันบูรณะเป็นวัดขึ้นเช่น วัดสองคลอง วัดปานประสิทธิ วัดสีล้ง มีชาวอิสลามผู้หนึ่งเห็นการกระทำของหลวงปู่ พอหลวงปู่ถอนกลด เดินทางจาริกแสวงบุญต่อไป ก็หาโอกาสในยามค่ำคืนลักลอบขุดเขี้ยวเลือ

เพื่อที่จะได้ของดีไว้คุ้มครองป้องกันตัว ที่สุดก็ต้องทิ้งจอบวิ่งหนีแทบไม่ทัน เพราะขุดไปไม่กี่ที ปรากฏเป็นเสือโคร่งตัวมหึมา ยืนแสยะเขี้ยวคำรณ ทำท่าจะตะปบศีรษะคนขุด เลยเหมือนเป็นการประกาศไม่ให้ผู้ใดมาข้องแวะในเรื่องนี้

หลวงปู่ปานลง เขี้ยวเสือและตะกรุดโทนซึ่งสร้างด้วยตะกั่วเป็นส่วนใหญ่ ส่วนพระเครื่องนั้นหลวงปู่เรือง กับหลวงปู่อิ่มเป็นผู้สร้าง หลวงปู่ปานช่วยเสก หลวงปู่อิ่มนั้นเดินทางไปถึงประเทศพม่าและมรณภาพ

ปรากฏว่าร่างกายท่านไม่เน่าเปื่อย พระเครื่องของท่านเป็นพระผงผสมว่าน สูงกว่าพระที่เชียร์กันเป็นไหนๆ นักเลงหลายคนมักปรากฏว่า ใครมีพระหลวงพ่ออิ่ม แมลงวันไม่ได้ดื่มเลือด ส่วนพระปิดตาสองหน้า เนื้อผงเคล้ารัก ที่ตู่กันว่าเป็นพระหลวงปู่ปานนั้นไม่เป็นความจริง

แม้พระปิดตาบางองค์ที่ตีเป็นพระหลวงปู่ปาน แม้ที่ตำบลคลองด่านเอง สืบไปสืบมา บางทีก็เป็นพระที่สานุศิษย์ท่านสร้างขึ้น ไม่มีการยืนยันแน่นอน

เรื่องเล่าเกจิอาจารย์ดัง

ขอบคุณข้อมูลจาก : Google

สนับสนุนโดย : ข่าวกีฬา

ดูพุทธคุณแดนสยามเพิ่มเติม ที่นี่

สื่อที่เกี่ยวข้อง